เรื่องลับช็อคโลก!!! ชายนิรนามอ้าง “มนุษย์ต่างดาว” มีอยู่จริง! แฝงตัวอยู่บนโลกนานกว่า 80 ปีแล้ว!

เรื่องลับช็อคโลก!!! ชายนิรนามอ้าง”มนุษย์ต่างดาว”มีจริง! แฝงตัวอยู่บนโลกกว่า 80 ปีแล้ว!

ชายนิรนามอ้างเป็นคนวงใน ติดต่อขอพบนักข่าว พร้อมไขข้อข้องใจเรื่องมนุษย์ต่างดาว ว่ามีอยู่จริง นอกจากนั้นยังแผงตัวใช้ชีวิตอยู่บนโลกกว่า 80 ปีมาแล้ว !?

10 เรื่อง-มนุษย์-ต่าง-ดาว

ช็อคโลก ! มีมนุษย์ต่างดาวปะปนอยู่กับพวกเรามากว่า 80 ปีแล้ว

ช็อคโลก ! มีมนุษย์ต่างดาวปะปนอยู่กับพวกเรามากว่า 80 ปีแล้ว ภาพประกอบจาก อินเทอร์เน็ต

เป็นประเด็นตั้งข้อถกเถียงของมนุษย์ทั่วโลก ตลอดระยะเวลาหลายปี ที่ได้รับความสนใจมาตลอดทุกยุคทุกสมัยว่า “มนุษย์ต่างดาว..มีจริงหรือไม่ ??” ที่มีทั้งคนเชื่ออย่างปักใจไร้ข้อกังขา โดยให้เหตุผลว่า จักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล ที่มนุษย์อย่างเราๆก็เปรียบเสมือนแค่เห็บหมัดฝูงหนึ่ง แล้วทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ ถ้าจะมีสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่นที่มีความสามารถและภูมิปัญญาไม่น้อยหน้าไปกว่ามนุษย์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มีอีกฝ่ายที่ไม่เชื่อกับสิ่งที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ด้วยสายตาได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ล่าสุด ได้มีแหล่งข่าวระดับสูง อ้างข้อมูลชวนอึ้งว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมีจริง และอยู่ปะปนกับมนุษย์บนโลกมาไม่ต่ำกว่า 80 ปีแล้ว !!

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา สำนักข่าวท้องถิ่น เนวาด้าเดลี่เมล์ เผยถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อนักข่าวคนหนึ่งได้รับการติดต่อจากชายนิรนาม ที่ไม่ยอมเปิดเผยว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน และได้ขอนัดนักข่าวไปพูดคุยเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่อาศัยอยู่บนโลก ซึ่งการพูดคุยครั้งนี้ ชายคนดังกล่าว ไม่ขอเปิดเผยชื่อ ห้ามบอกรูปลักษณ์ภายนอก และไม่ยินยอมให้อัดวีดีโอหรืออัดเสียงบันทึกการสนทนาใดๆ ทั้งสิ้น

หลังจากได้พูดคุยกัน ชายคนดังกล่าว ซึ่งทางสำนักข่าวได้อ้างว่าเป็น “แหล่งข่าวระดับสูง” เคยทำงานอยู่ในแอเรีย 51 แต่ไม่ยอมบอกว่าทำตำแหน่งหน้าที่อะไร ได้เปิดเผยถึงข้อมูลที่ชาวโลกทุกคนสงสัย โดยมีข้อมูลที่สำคัญที่สรุปเอาไว้ได้ทั้งหมด 10 เรื่องดังนี้

1. มนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง และอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์เรามานานกว่า 80 ปี
2. มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้ค้นพบพวกเขา แต่พวกเขาติดต่อเรามาเอง
3. ช่วงเวลาที่ติดต่อมา คือ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือปี ค.ศ. 1946
4. หน้าตาของมนุษย์ต่างดาวเหมือนกับคนปกติ โดยพวกเขาอ้างว่า แท้จริงแล้วรูปลักษณ์ภายนอกปกติของพวกเขาไม่ได้เป็นแบบคนทั่วไป แต่เขามีวิธีการทำให้ตัวเองมีรูปลักษณ์แบบคนทั่วไปได้ (ข้อมูลตรงนี้ค่อนข้างเหลือเชื่อและขัดกับสิ่งที่เราเข้าใจมาโดยตลอด ว่ามนุษย์ต่างดาวจะต้องตัวเล็ก หัวโต มีตาใหญ่ๆ เหมือนเอเลี่ยน)
5. พวกเขาติดต่อผ่านนายทหารระดับสูงของอเมริกาท่านหนึ่ง และหลังจากนั้นนายทหารท่านนั้นก็พาไปพบกับประธานาธิปดีสหรัฐฯในขณะนั้น (แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์)
6. ประเด็นที่เข้าพบ คือ เรื่องของสันติภาพของโลกในอนาคต สาเหตุจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (ประเด็นการคุยเรื่องสันติภาพจบแค่นี้ เพราะแหล่งข่าวไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า มนุษย์ต่างดาวมาเพื่อให้คำแนะนำหรือมาเพื่อบอกอะไรเราอีก)
7. แท้จริงแล้วมนุษย์ต่างดาวยังมีอีกหลายเผ่าพันธุ์ แต่พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ใกล้กับโลกมากที่สุดและมีสิ่งแวดล้อม แรงดึงดูด เวลาโคจรของดวงดาวใกล้เคียงกันมากที่สุด ส่วนเผ่าพันธุ์อื่นจะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจะโลกค่อนข้างมากและอยู่ไกลเกินกว่าจะมาถึงโลกได้บ่อยๆ แต่ก็มีแวะเวียนมาบ้าง
8. เผ่าพันธุ์ของพวกเขาเพิ่งย้ายมาอยู่บนโลกมนุษย์อย่างเป็นทางการเมื่อ 10 มาแล้ว (10 ปีก่อนปี ค.ศ. 1946 เท่ากับปี ค.ศ 1936)
9. พวกเขาย้ายมาอยู่บนมนุษย์โลกหลายสิบชีวิต แต่ละชีวิตกระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ บนโลก เป็นชนกลุ่มแรกของดาว ที่ทดลองย้ายเข้ามาอยู่เพื่อเรียนรู้และทดลองการใช้ชีวิต (นักวิทยาศาสตร์ในแอเรีย 51 และทีมงานหลายคนคาดเดาว่า อาจเป็นเพราะดาวของพวกเขาประสบปัญหาบางอย่าง และต้องการหาที่อยู่ใหม่)
10. พวกเขาเป็นมิตรกับมนุษย์แน่นอน หลังจากสงครามโลก จนถึงปัจจุบัน พวกเขาติดต่อกับพวกเรามาหลายครั้ง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการศึกษา เรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ โดยปัจจุบันก็มีพวกเขากว่า 100 ชีวิตอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ ข้อมูลการให้สัมภาษณ์ถูกสรุปไว้เพียงคร่าวๆเพียงเท่านี้ ส่วนคำถามสุดท้ายที่นักข่าวถามกับแหล่งข่าว คือ “ทำไมคุณถึงมาบอกข้อมูลนี้กับผม?” แหล่งข่าวตอบสั้นๆเพียงว่า “ถือว่าเป็นของขวัญวันคริสมาสต์สำหรับผมก็แล้วกัน ผมว่ามันถึงเวลาที่ทุกคนควรได้รู้ความจริงเสียที เพราะอีกไม่นานทุกคนก็จะต้องรู้ความจริงนี้อยู่แล้ว และที่สำคัญ ตอนนี้ผมไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับที่นั่นอีก” ชายคนดังกล่าวได้ทิ้งปริศนาเอาไว้เพียงเท่านี้

อย่างไรก็ตาม หลังจากข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ลงในเว็บไซต์เพียงไม่ถึง 2 วัน ก็ได้ถูกลบทิ้งไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีคำชี้แจงสั้นๆ ว่าเป็นการเข้าใจผิดของสำนักพิมพ์และต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า มันเป็นเรื่องจริงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการปกปิดเอาไว้ ? หรือเป็นแค่เรื่องแต่งขึ้นตามจินตนาการของมนุษย์ช่างฝันคนหนึ่ง เนื่องจากเราไม่สามารถทราบได้ว่าแหล่งข่าวที่กล่าวอ้างนั้นเป็นใคร ไม่ทราบที่มาที่ไป และไม่มีสิ่งใดยืนยันความเป็นไปได้ของข้อมูลอันชวนสงสัยดังกล่าวซึ่งยากเกินจะทำใจให้เชื่อได้

ที่มา : nevadadailymail, rukyim.com

——————————–

พบ UFO มนุษย์ต่างดาว จานบินยูเอฟโอ ของจริง 2558 ใหม่ล่าสุด !!!

ลิ้งค์ https://www.youtube.com/watch?v=4qyESyY-7A8

3 thoughts on “เรื่องลับช็อคโลก!!! ชายนิรนามอ้าง “มนุษย์ต่างดาว” มีอยู่จริง! แฝงตัวอยู่บนโลกนานกว่า 80 ปีแล้ว!

  1. หลักฐานที่ทำให้เค้าเชื่อกันว่า โลกเรา เคยมีมนุษย์ต่างดาวมาอยู่อาศัย

    อันว่าพีระมิดนั้นไม่ว่าเล็กหรือ ใหญ่ สิ่งที่เหมือนกันคือรูปทรง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคนโบราณบนโลกเรานี้ หลายๆพื้นที่จะคิดได้เหมือนกัน ทั้งๆที่สมัยก่อนโน้นเมื่อ 3-5 พันปีก่อน ยังไม่มีการเดินทางไปมาหาสู่กันสะดวกสบายเหมือนตอนนี้ การถ่ายทอดวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องยาก แต่พีระมิดก็เกิดขึ้นแทบจะทั่วโลก และน่าทึ่งด้วยเทคโนโลยีการตัด และเคลื่อนย้ายก้อนหินขนาดใหญ่ รูปทรงที่สมมาตร แถมพีระมิดบางแห่งยัง “ซ่อน” ความลับด้านวิทยาการเอาไว้อย่างน่าประหลาดใจ เช่น พีระมิดขั้นบันไดที่ชิเชน อิตซา ที่ระลึกจากอารยธรรมมายาในเม็กซิโก ที่มีบันได 4 ด้าน ด้านละ 91 ขั้น รวม 364 ขั้น บวกกับขั้นบนสุดรวมเป็น 365 ขั้น เท่ากับจำนวนวันในแต่ละปี ทั้งๆที่ในขณะนั้นยังไม่มีระบบการใช้ปฏิทินเหมือนในปัจจุบัน หรือการที่หมู่พีระมิดกีซามีทิศทางตรงกันกับตำแหน่งของหมู่ดาวเข็มขัดนาย พราน เป็นต้น

    พีระมิด
    ชิเชน อิตซา ซึ่งว่ากันว่า หัวตัดของพีระมิด น่าจะเป็นที่จอดอากาศยาน.

    นักคิดในทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณเชื่อกันว่า นานมาแล้วนักบินอวกาศจากดวงดาวอันไกลโพ้นได้มาถึงโลกของเรา ปักหลักอยู่อาศัย ได้พบปะมนุษย์โลก และถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆให้ จนกลายเป็นพีระมิดในที่ต่างๆ ซึ่งเกิดการตีความกันไปในหลายทางว่า ความหมายที่แท้จริงของพีระมิดคืออะไรกันแน่ บางคนบอกว่า เป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ ในขณะที่บางคนก็บอกว่าเป็นจุดสังเกตสำหรับยานอวกาศเวลาขึ้นลง

    พูดถึง จุดสังเกตสำหรับยานอวกาศแล้ว อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงลายเส้นนาซกาแห่งเปรู ลายเส้นจำนวนมากมายหลายภาพ ทั้งภาพสัตว์ต่างๆ และลวดลายเรขาคณิตที่ทอดตัวยาวเหยียดในทะเลทราย ซึ่งไม่สามารถมองเห็นภาพได้ หากไม่มองลงมาจากฟ้า แล้วคนโบราณในสมัย 200 ปี ก่อนคริสตกาลสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร หากไม่มี “ใครสักคน” จากเบื้องบนมาให้คำแนะนำ

  2. – ต่อ –

    อีกหลักฐานหนึ่งที่เป็นที่ฮือฮากันมาก ก็น่าจะเป็นหลอดไฟในยุคอียิปต์โบราณ

    หลอดไฟยุคอียิป
    (ภาพที่แสดงถึงหลอดไฟในยุคอียิปต์โบราณ)

    โบราณคดีกลุ่มหนึ่งจึงฟันธงลงไปว่า ก่อนที่โธมัส อัลวา เอดิสัน จะประกาศตัวเป็นผู้ประดิษฐ์ หลอดไฟในโลกยุคใหม่นั้น ชาวอียิปต์โบราณเขามีหลอดไฟใช้กันมานานแล้วล่ะลุง แล้วเทคโนโลยีนี้จะมาจากไหนได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวเอามาให้

    คน ที่เชื่อในเรื่องนี้บอกว่า ไหมล่ะ สงสัยมานานแล้วเชียวว่า ในพีระมิดน่ะ ทั้งมืด ทั้งแคบ แล้วนักแกะสลักรูปภาพอียิปต์เข้าไปทำงานในที่มืดๆอย่างนั้นได้ยังไง จะว่าจุดคบไฟก็ไม่เคยมีการพบเขม่าควันในพีระมิด ว่าแล้วหลอดไฟก็เป็นคำตอบที่ให้ความกระจ่าง

    ถึงกระนั้น คนขี้สงสัยยังซักต่ออีกว่า ไอ้ที่ว่ามีหลอดไฟใช้กันมาตั้งหลายพันปีแล้วน่ะ จะไปเอาไฟฟ้าจากไหนมาให้พลังงานกับหลอดไฟกันล่ะ งานนี้มีคำตอบ อีริค ฟอน ดานิเก้น นักเขียนผู้สร้างทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศบอกว่า ก็มาจากแบตเตอรี่น่ะสิ

    งาน นี้มีหลักฐานยืนยันอีกแล้ว เพราะมีการค้นพบภาชนะรูปร่างคล้ายแจกัน ภายในบรรจุถ้วยกระบอกทองแดงและแท่งเหล็ก มันเป็นวัตถุโบราณของเมืองแบกแดด จากช่วงเวลาประมาณ 240 ปีก่อนคริสตกาลและในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เอง ที่มันถูกพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า สิ่งนี้คือแบตเตอรี่ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้

    ว่าแล้ว อีริค ฟอน ดานิเก้น ที่สร้างสวนสนุกของตนเองขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ ก็จัดการผลิตหลอดไฟที่เห็นในภาพขึ้นมาโชว์ให้เห็นกันจะจะว่า สามารถทำงานได้ด้วยแบตเตอรี่ลักษณะเดียวกับแบตเตอรี่แห่งแบกแดดนี้ ทำเอาฮือฮากันไปทั้งบางอีกแล้วว่า ถ้าไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวเคยมาอยู่อาศัยบนโลกเราแล้วล่ะก็ ของพวกนี้จะมาจากไหนกัน

    ดานิเก้นและผองเพื่อนคอเดียวกันฟันธงฉับลงไป ว่า ต้องเคยมีผู้มาเยือนจากอวกาศมาอยู่อาศัยบนโลกของเรา อาจจะเป็นทั้งนาย ทั้งครู ผู้สอนวิทยาการ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพวกเขาก็จากไป ทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้ค้นพบ แต่ที่มาก กว่านั้นก็มีนักคิดบางคนบอกว่า พวกเขามาอยู่ตั้งรกรากบนโลกของเราแล้ว อาจจะไม่ได้จากไปอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว แต่อาจจะทิ้งเชื้อสายไว้ดั่งเช่นที่หลายอารยธรรมของโลกมีตำนานเก่าแก่คล้ายๆ กันว่า เผ่าพันธุ์ของตนสืบสายมาจากเทพ หรือคนที่มาจากท้องฟ้า เช่น ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่ากษัตริย์ของตนสืบเชื้อสายมาจากพระอาทิตย์ หรือคนเกาหลีที่เชื่อว่า บรรพบุรุษของพวกเขาคือฮวานอุง โอรสของเทพที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ ฯลฯ

  3. – ต่อ –

    จะ ว่าไปตำนานเกี่ยวกับบรรพบุรุษผู้ลงมาจากฟ้านี้ มีหลักฐานอยู่ด้วยเหมือนกัน นั่นคือ ใน ค.ศ.1938 นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งได้ขุดค้นถํ้าใกล้ชายแดนจีน-ทิเบต แล้วเจอที่ฝังศพแปลกๆเป็นโครงร่างกระดูกขนาดย่อม สูงประมาณ 4 ฟุต แต่หัวกะโหลกใหญ่ พร้อมด้วยแผ่นจานหินรูปร่างเหมือนแผ่น C จำนวนหนึ่ง ซึ่งจารึกตัวอักษรขนาดจิ๋วเอาไว้ ไม่นานต่อมาก็มีการแปลความหมายได้ว่า มีคนกลุ่มหนึ่งจากฟากฟ้าตกลงมายังโลกของเราเมื่อ 12,000 ปีก่อน แล้วสร้างหมู่บ้านปักหลักอาศัยอยู่กลายเป็นบรรพบุรุษชาวจีนเผ่าโดรปา ที่อ้างเสมอมาว่า ตัวเองสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าต่างดาว

    งานนี้นักคิดในทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณบอกว่า ไหมล่ะ ทำไมคนจีนถึงมีจำนวนมากกว่าใครในโลก ก็เป็นเพราะพวกเขา “มา” ก่อนใครไงเล่า…

    เครดิต : ทีมงาน ต่วย’ตูน
    – จบ (เพื่อความสั้นและกระชับ จึงมีการตัดบทความออกไป บางส่วนนะครับ)-

Leave a Reply